3 นักการเมืองใหญ่เห็นพ้องต้องเร่งกู้ศรัทธาประชาชน

เวทีเสวนาวิสัยทัศน์ผู้นำพรรคการเมือง 3 ผู้นำพรรคการเมืองชี้รัฐประหารครั้งนี้สาหัสกว่ายุครสช. มั่นใจคสช. สืบทอดอำนาจ จี้นักการเมืองเร่งกู้ศรัทธาประชาชน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และมูลนิธิพฤษภาประชาธรรมจัดงานรำลึก 20 ปีพฤษภาประชาธรรม ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์และเปิดเวทีเสวนาวิสัยทัศน์ผู้นำพรรคการเมือง โดยมีแกนนำพรรคการเมืองเข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสรอรรถ กลิ่นประทุม ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่มีผู้แทนจากพรรคพลังประชารัฐ ร่วมเวทีเสวนานี้ด้วย แม้ในกำหนดการจะระบุไว้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลว่า ที่ผ่านมาประเทศติดหล่มมากว่า 10 ปี ได้ทำลายความมั่นคงของประเทศมากพอสมควร และหากการเมืองยังไม่นิ่ง จะยิ่งทำให้การเดินหน้าประเทศยากมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดจากการแย่งชิงอำนาจจากพรรคการเมืองด้วยกัน ต้องให้ทุกพรรคเคารพกติกาและยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะหากจะต่อสู้ระหว่างการเมืองภาคทหารและภาคประชาชน จะไม่สามารถผลักดันการปรับโครงสร้างประเทศครั้งใหม่ได้ จึงจะต้องคิดการเมืองในบริบทใหม่ ที่ยึดผลประโยชน์ส่วนร่วมและจะต้องแก้ปัญหา

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงการวางนโยบายในอนาคตว่า ยังจำเป็นต้องสนับสนุนคนรากหญ้า ไม่ใช่เพราะเพื่อฐานเสียงแต่ถ้าเศรษฐกิจฐานรากไม่ดีจะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และจะส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางและชนชั้นสูง การออกนโยบายที่ยิงไม่เข้าเป้าหรือต้องผ่านหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทำให้ความช่วยเหลือไม่ถึงประชาชนจนเกิดความรั่วไหล จึงทำให้เงินที่ลงไปไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้และส่งผลกระทบกับชนชั้นกลาง และต้องส่งเสริมคนรุ่นใหม่และเกษตรกรให้เข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว และลดต้นทุนให้สามารถทำมาหากินได้

ส่วนแนวทางการปฏิรูปประเทศหลังเลือกตั้งควรจะดำเนินการต่อหรือไม่คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า จะต้องเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะประชาชนเป็นผู้เผชิญกับปัญหา แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งการปฏิรูปหากไม่ฟังประชาชน แล้วให้เพียงบุคคลบางกลุ่มที่คิดว่าเป็นคนดีมาคิดแทนประชาชน ไม่แน่ใจว่าแนวทางปฏิรูปจะตอบโจทย์ประชาชนและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้จริงหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า หนักใจกับการวางนโยบายพรรคตามที่ต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางไว้ เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นแผนที่ดีนักการเมืองคงหยิบขึ้นมาทำ และในระบบประชาธิปไตยทุกพรรคการเมืองจะนำเสนอนโยบายมาแข่งขันกันว่าใน 4 ปี จะทำอะไรเพื่อประชาชนบ้าง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นพรรคการเมืองต่าง ๆ ยังไม่สามารถเสนอนโยบายต่อประชาชนได้ ผลเสียจะตกกับประชาชน จึงฝากว่าหลักคิดเช่นนี้ไม่น่าจะมีส่วนดีเกิดขึ้นกับประชาชนเท่ากับการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนแนวคิดการแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต หากกฎเกณฑ์มีปัญหา ต้องถามสังคมว่าอยากให้แก้หรือไม่ และต้องขอฉันทานุมัติจากประชาชน อธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ซึ่งการแก้ไม่ใช่เรื่องผิด

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวเทียบเคียงระหว่างคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่า ปีนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าในช่วงรสช. แม้จะมีความพยายามสืบทอดอำนาจ แต่ไม่ได้วางกลไกที่จะทำให้เกิดปัญหาในการทำงาน แต่ยุคนี้การกระทำพิสูจน์เจตนา ที่วันแรกอ้างว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งใช้เวลาไม่นาน แต่จากการกระทำ 4 ปีที่ผ่านมาการวางโรดแมปอาจจะไม่ได้คืนประชาธิปไตยให้ประชาชน

“แต่เป็นการรับรองให้มั่นใจว่าการเดินทางรักษาอำนาจยังดำเนินได้ต่อไปในอนาคต โดยมองจากรัฐธรรมนูญที่ไม่ยึดโยงประชาชน เป็นการการันตีว่าผู้มีอำนาจจะสามารถเดินกลับสู่อำนาจได้ และกฎหมายลูกทำให้นักการเมืองอ่อนแอลง และจะมีบุคคลพิเศษที่ได้รับการแต่งตั้งมาตัดสินใจแทนประชาชนตัดการมีส่วนร่วมประชาชน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานกรรมการที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย มาร่วมเวทีแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ ที่ติดภารกิจต่างจังหวัดกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะส่งบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวคือนายอนุทิน และหากได้รับเลือกให้ได้เป็นผู้บริหารประเทศ จะต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งก่อนลำดับแรก และลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง จัดหาวิธีการให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ และมั่นใจว่าการได้นักการเมืองจากการเลือกตั้งจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบได้ ส่วนอนาคตของพรรคจะไปร่วมงานกับพรรคที่อาจจะเกี่ยวข้องกับคสช. หรือไม่ เร็วเกินไปที่จะตอบ เพราะจะต้องรอความชัดเจนหลังการเลือกตั้ง

“แต่ยืนยันว่าพรรคไม่มีปัญหา ร่วมงานได้กับทุกพรรค ขอเพียงทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกาของการเลือกตั้ง และไม่ควรตีกรอบล่วงหน้าว่าจะไม่ทำงานกับพรรคนั้นพรรคนี้ เพื่อไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง และไม่จำเป็นว่าพรรคหวังจะเป็นรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ถ้าคิดแบบนั้นอย่ามาทำหน้าที่ส.ส.ดีกว่า” นายสรอรรถ กล่าว

นายสรอรรถ กล่าวถึงการสานต่อการปฏิรูปว่า การวางกรอบปฏิรูป 20 ปีเป็นสิ่งที่ยาวนานมาก และการปรับเปลี่ยนแผนการปฏิรูปยังทำได้ยาก แต่การปฏิรูปที่ควรเริ่มดำเนินการก่อนคือการปฏิรูปด้านการศึกษา เพื่อยกระดับความรู้ของประชาชน ส่วนแนวคิดการแก้รัฐธรรมนูญและแผนยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต เห็นว่าเมื่อกติกาเป็นเช่นใดต้องดำเนินการไปเช่นนั้น แต่เมื่อกติกาจำกัดก็ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่ามีข้อจำกัด ไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างว่ากฎหมายมาเป็นตัวจำกัดทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้

นายสรอรรถ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างยุครสช.กับคสช.ว่า ทำให้ระบบการเมืองหยุดชะงัก และด้วยเวลาที่ทอดยาวเกินไป ทำให้ประชาชนมองนักการเมืองไม่น่าเชื่อถือ จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองและนักการเมืองจะต้องเรียกศรัทธากลับคืนมา เชื่อว่ายังมีคนอีกกว่า 7 ล้านคนที่จะเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก จะเป็นตัวชี้วัดสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง ส่วนศรัทธานักการเมืองจะเรียกกลับมาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลือกผู้สมัครของแต่พรรคการเมืองที่จะส่งลงสมัครเลือกตั้งในครั้งหน้าเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยวิสัยทัศน์ทางการเมืองหลังจากนี้ว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ ไม่ใช่เวลามาโทษกันว่าเป็นความผิดของใคร แต่พรรคการเมืองไม่สามารถปฏิเสธได้ การเลือกตั้งครั้งนี้อยากเห็นการเมืองที่เดินไปข้างหน้าได้ มีความก้าวหน้า และจะไม่สะดุดล้มลงเหมือนที่ผ่านมา แต่จากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาว่าการเมืองจะเดินหน้าได้มากน้อยเพียงใด

“ผู้ร่างได้นำแนวคิดแบบเก่าที่นำ ส.ว. ชุดแรกมาจากการแต่งตั้งของคสช.มาเป็นพี่เลี้ยงส.ส.จนอาจจะเป็นขั้วความขัดแย้งใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งขึ้นอยู่ว่าคสช.จะแปลงตัวเองมาเป็นผู้เล่นหรือไม่ และถ้าในสภา ส.ส. ตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส.ว.ก็ควรยอมรับ แต่หาก ส.ว. ไม่ยินยอม จะนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ จนทำให้ประเทศเดินหน้ายาก ขณะเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกมาควรเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการปฏิรูปว่า จะต้องเริ่มจากพรรคการเมืองก่อน แต่จากคำสั่ง คสช. 53/2560 สมาชิกพรรคและสาขาพรรคกลับถูกรีเซต ซึ่งผู้บริหารพรรคตั้งใจจะพัฒนาบริหารพรรคไปอีกขั้น จากเทคโนโลยีที่ให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วม และตั้งใจจะให้สมาชิกทั่วประเทศมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อยืนยันว่า ประชาธิปัตย์มีความเป็นประชาธิปไตยในพรรค ส่วนนโยบายมองว่านอกเหนือจากจุดยืน สิ่งสำคัญจะต้องทำกติกาบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย แต่ติดล็อคในรัฐธรรมนูญที่ต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาด้วย จึงต้องทำให้สังคมมองเห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญส่วนใดบ้าง พรรคการเมืองจึงควรฟื้นศรัทธาจากประชาชนด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเทียบเคียงรสช.กับคสช. ว่า ความพยายามในการออกแบบสถาปัตยกรรมการเมืองสะท้อนการเมืองของประเทศกลับไปสู่ปี 2521 ที่ส.ว. มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีจนมาถึงสมัยพล.อ.เปรมที่พรรคการเมืองยินยอม และพรรคการเมืองสนับสนุน ปัจจุบันความพยายามสืบทอดอำนาจมีมาก ซึ่งพรรคการเมืองจะต้องตระหนักและกอบกู้ศรัทธาประชาชน ให้ประชาชนมีความไว้วางใจ เพราะวันนี้ความมั่นใจต่อผู้แทนของงประชาชนลดน้อยลง.-สำนักข่าวไทย

Top